กำเนิดสายพันธุ์ลุยสายโหดที่เกิดขึ้นจากการปฏิเสธและกรอบแนวคิดดั้งเดิม
หากพิจารณาถึงการกำเนิดของรถยนต์รุ่นต่างๆ ในตลาดปัจจุบัน มักจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการก่อตั้งและพัฒนาสายการผลิต หลังจากที่พยายามเจาะลึกและขอซื้อสิทธิ์ในการผลิตแม่พิมพ์รถในดวงใจแต่ได้รับการปฏิเสธ
จนกลายเป็นที่มาของยานยนต์ออฟโรดดีไซน์ดุดันนามว่า Ineos Grenadier ซึ่งได้รับการตั้งชื่อตามสถานที่นัดพบและพูดคุยโปรเจกต์ในกรุงลอนดอน แต่เป็นการสร้างเครื่องมือที่พร้อมสำหรับการทำงานหนักในทุกสภาพภูมิประเทศ
สมรภูมิหินแดงโมอับกับการทดสอบขีดจำกัดสูงสุดของสมรรถนะภาคสนาม
เพื่อเป็นการยืนยันว่ารถยนต์รุ่นนี้มีความสามารถตรงตามที่ระบุไว้ในคัมภีร์ทางเทคนิค อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม บนเส้นทางออฟโรดระดับตำนานที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำลายช่วงล่างของรถยนต์มานักต่อนัก และผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ทางวิศวกรรมที่ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความใดๆ
ข้อมูลจำเพาะที่ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงและระบบขับเคลื่อนที่น่าสนใจ ดั่งโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อความยั่งยืนของการใช้งาน
- ระบบต้นกำลังมาตรฐานสากล: การเลือกใช้เครื่องยนต์ขนาดสามจุดศูนย์ลิตรหกสูบแถวเรียงพร้อมระบบเทอร์โบชาร์จจากค่ายบีเอ็มดับเบิลยู
- สถาปัตยกรรมตัวถังและระบบช่วงล่าง: ระบบเพลาขับแบบแข็งทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่รองรับการกระแทกจากก้อนหินขนาดใหญ่
- กันชนแบบโมดูลาร์และการดูแลรักษา: ชิ้นส่วนกันชนภายนอกที่แยกส่วนการเปลี่ยนชิ้นใหม่ได้ทันทีเมื่อเกิดความเสียหายเฉพาะจุด
ความรู้สึกในห้องโดยสารและความแตกต่างระหว่างรุ่นใช้งานทั่วไปกับรุ่นบรรทุกหนัก
ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเนินทำงานร่วมกับระบบเบรกได้อย่างเป็นธรรมชาติสูงสุด ทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจในการควบคุมทิศทางแม้ในมุมมองที่มองเห็นเพียงท้องฟ้าและหน้าผาหิน
ทั้งนี้รถยนต์รุ่นดังกล่าวได้รับการเผยโฉมออกมาสองรูปแบบหลักเพื่อการใช้งานที่แตกต่าง รุ่นแรกคือประเภทสเตชันแวกอนที่มีฐานล้อสั้นกระชับเหมาะสำหรับการเลี้ยวในที่แคบ
แผงสวิตช์ควบคุมเหนือศีรษะสไตล์การบินและระบบอำนวยความสะดวกไร้สาย
สถาปัตยกรรมการจัดวางปุ่มกดถูกกำหนดให้อยู่ในตำแหน่งเหนือศีรษะคล้ายห้องนักบิน เบาะนั่งแบรนด์ดังให้การโอบกระชับและลดความเมื่อยล้าจากการเดินทางไกล
รวมถึงปุ่มสัญญาณเตือนเสียงเบาเพื่อความปลอดภัยสำหรับเพื่อนร่วมทางและสิ่งมีชีวิตบนเส้นทางธรรมชาติ